316

พระพุทธเจ้าเสด็จประเทศไทย

พระพุทธเจ้าเสด็จประเทศไทย
 
   ความจริงประเทศไทย พระพุทธศาสนาเข้าถึงตั้งสมัยพระพุทธเจ้าอยู่นะ
ไม่ใช่พระพุทธเจ้านิพพานแล้ว ไม่ใช่หรอกคนละเรื่องกัน นั่นมันพวกเขียนหนังสือ คือ หลักฐานเขาถึงตั้งแต่ที่พระพุทธเจ้าเข้ามานี่มีเยอะ 
 
พระองค์เข้ามาครั้งแรกที่ เมืองอริตถะ คือ จอมทองในปัจจุบัน เวลานั้นเขาไม่ได้เรียกประเทศไทยหรือประเทศสยาม ไทยหรือสยามมาเรียกกันตอนหลัง
 
มาเรียกสยามตอนที่มีฝรั่งเข้ามานี่เอง และตอนระยะนั้นคนไทยก็อยู่กันเป็นกลุ่มๆ คือพระเจ้าอริตถะทรงทราบข่าวจากพ่อค้าเกวียน เวลานั้นเขามีการค้าติดต่อกัน พ่อค้าเกวียนมาบอกว่า...
 
"เวลานี้พระพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นแล้วในโลก และก็สอนคนให้เป็นพระอรหันต์ด้วย"
 
พระเจ้าอริตถะความจริงท่านไม่รู้เรื่องพระพุทธศาสนามาก่อน แต่อารมณ์ที่เป็นกุศลมีมาก ท่านจะไปยังไง ถ้าไปเกวียนก็ใช้เวลามาก ต้องข้ามเขาลงห้วยตามลำดับ ท่านก็เลยใช้วิธีโตแล้วเรียนลัด จุดธูปอธิษฐานว่า..
 
"ถ้าพระพุทธเจ้าทรงเป็นอัจฉริยะจริง ขอพระองค์ทรงทราบว่าเวลานี้ข้าพระพุทธเจ้ามีความเลื่อมใสในพระองค์
ขอพระองค์ทรงเสด็จมาโปรด"
 
ให้พระพุทธเจ้าเดินมา พระพุทธเจ้าท่านก็ขี้เกียจเดิน ก็ส่งพระโมคคัลลาน์เป็นหัวหน้าคณะกับพระอีก ๔ องค์เป็นพระปฏิสัมภิทาญาณทั้งหมดเหาะมาในอากาศ
 
วันนั้นเองตอนเช้ามืด พระเจ้าอริตถะนอนฝันว่า มีพญาหงส์ทอง ๕ ตัว บินมาจากทิศตะวันตกมุ่งมาลงที่พระลานหลวง
พระองค์ก็สะดุ้งตื่นเวลาฟ้าสางพอดี ก็คิดว่า พระพุทธเจ้าท่านต้องเสด็จแน่ ด้วยความมั่นใจ จึงเสด็จไปยืนที่พระแกล
มองไปเห็นพระยืนอยู่ที่พระลานหลวง ก็มั่นใจว่าพระพุทธเจ้าเสด็จแน่ ทรงล้างพระพักตร์แล้วก็เสด็จไป
 
บอกประชาชนพลเมืองให้ทราบว่าเวลานี้พระพุทธเจ้าเสด็จแล้ว เข้าไปถึงก็กราบๆ พระโมคคัลลาน์ก็รายงานตัวทันที
พระปฏิสัมภิทาญาณท่านทราบความรู้สึกของจิต แสดงตนว่า...
 
"อาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้า อาตมาเป็นอัครสาวกฝ่ายซ้ายมีนามว่า มหาโมคคัลลาน์ พระพุทธเจ้าให้มาแทน"
 
ท่านก็ถวายภัตตาหารพระโมคคัลลาน์ พระโมคคัลลาน์ก็เทศน์โปรดพอสมควร เป็นการเจริญศรัทธาและหลังจากนั้นท่านก็ไปพักที่ ดอยโมคคัลลาน์ เป็นภูเขาลูกย่อมๆ ข้างดอยอินทนนท์ พระเจ้าอริตถะและบรรดาประชาชนก็ไปหาและท่านก็เทศน์เรื่อยๆหลังจากนั้นพระโมคคัลลาน์ก็ทรงพยากรณ์ว่า...
 
"ต่อไปดินแดนนี้ จะเป็นดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก และจะทรงพระพุทธศาสนาได้ครบ ๕,๐๐๐ ปี"
 
ท่านอยู่ประมาณ ๗ วันแล้วก็กลับ กลับท่านก็ไม่ได้เดินไป ท่านลอยไป ท่านเหาะกลับ เมื่อพระโมคคัลลาน์เหาะกลับไปแล้ว 
 
พระเจ้าอริตถะท่านก็ไม่ละความพยายามในเมื่อต้องการพระพุทธเจ้าก็ต้องพบพระพุทธเจ้าให้ได้ จุดธูปใหม่ ขออาราธนาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง พอตอนหัวค่ำจุดธูปแล้วก็หลับตามเดิม
 
ตอนเช้ามืดฝันใหม่ ฝันอีก ฝันแม่นเสียด้วย เขาเรียกเป็นเทพสังหรณ์ เทวดาบอก ฝันว่ามีพญาช้างเผือกเหาะมาจากทิศตะวันตก นำบรรดาช้างทั้งหลายมา ๕๐๐ เชือก แล้วก็ลงมาที่พระลานหลวง ต่อมาก็ตื่น เปิดพระแกล เห็นพระทั้งหลายเต็มพระลานหลวงไปหมด ๕๐๐ องค์ 
 
แต่องค์หนึ่งสูงงามสง่า สวยงามมาก มีฉัพพรรณรังสี รัศมี ๖ ประการ ล้อมรอบพระวรกาย ก็มั่นใจว่าองค์นี้พระพุทธเจ้าแน่ ก็ลงไปกราบนมัสการ
 
พระองค์ก็ทรงประกาศว่า...
" ตถาคตคือพระสมณโคดม "
 
หลังจากนั้นท่านอาราธนาให้ฉันข้าว พระพุทธเจ้าท่านฉันแล้วก็เทศน์ ท่านอยู่ที่นั่น ๗ วัน เดินบิณฑบาตบ้าง มีพระตั้ง ๕๐๐ องค์ คอยช่วยกัน แบ่งกันออกไป
 
ต่อมาก็เสด็จไปประทับที่ดอยโมคคัลลาน์ตามเดิมอีกแล้วก็ทรงพยากรณ์ว่า...
 
" ดินแดนแห่งนี้ต่อไปจะมีความรุ่งเรืองมากและ สามารถทรงพระศาสนาได้ครบ๕๐๐๐ปี และพระธาตุรากขวัญเบื้องซ้ายของตถาคต_เมื่อนิพพานแล้วจะมาบรรจุไว้ที่นี่"
 
ก็เป็นอันว่าเมื่อพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว ตอนเขาแบ่งพระบรมสารีริกธาตุกัน พระมหากัสสป ก็คัดเอาพระธาตุรากขวัญเบื้องซ้าย วางบนมือ อาราธนาก็วิ่งปรี๊ดมาในอากาศก็มาลงที่นั่น พอลงที่นั่น สองคนตายายที่ปลูกกระท่อมอยู่ 
ตอนนั้น ตรงนั้นไม่ใช่เป็นเมืองนะ ที่ จอมทอง นะ เมื่อเห็นเข้าเห็นแสงพุ่งมาในอากาศ ก็ไม่ทราบว่าอะไร เพราะลงไปที่ตรงนั้น
 
ตอนเช้าก็เอะอะโวยวาย ชาวบ้านสงสัยก็ขุดดู เจอะพระบรมสารีริกธาตุ ฉะนั้น พระธาตุที่พระธาตุจอมทองส่วนจริงๆ น่ะไม่ปลอม
 
เป็นอันว่าจุดนั้นเป็นจุดแรกที่พระพุทธเจ้าเข้ามาในเขตนี้ ตอนนั้นเขาไม่เรียกประเทศไทย
 
แล้วก็วาระที่ ๒ พระองค์ยังไม่นิพพานเช่นกัน คือที่ดอยน้อย ดอยน้อยคือ พระธาตุจอมกิตติ คือเป็นดอยขึ้นไป
น้อยๆ จะถือเป็นเขาเลยก็ไม่ได้ มาพร้อมด้วย พระมหากัจจายนะ พระพุทธเจ้าไม่เคยเสด็จองค์เดียว แล้วก็ทรงประทับยืนที่นั้น มองซ้าย มองขวา แล้วก็ทรงพยากรณ์ว่า...
 
" ดินแดนแห่งนี้ ต่อไปจะมีความเจริญรุ่งเรืองมาก และก็ทรงพระพุทธศาสนาได้ครบ ๕,๐๐๐ ปี "
 
ตรัสเสร็จก็เสยพระเกษาแล้วก็หยิบมา๓เส้น ทรงวางอยู่บนดินที่ดอยนั้นอธิษฐานให้จมลงไป๔วา
นี่เป็นวาระที่ ๒
 
ความจริงที่เมืองอริตถะก็ดี ที่ดอยน้อยก็ดี จะถือเป็นวาระแรกก็ไม่แน่ใจนักเข้าใจว่า ครั้งแรกจริงๆต้องเป็นที่ พระพุทธบาท 
 
เพราะว่า ที่พระพุทธบาทนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณได้ ๗ ปี ก็เสด็จมาที่พระพุทธบาท ที่เสด็จมาก็เพราะว่า เวลานั้น ท่านฉัพพรรณฤๅษี อยู่ที่นั่น
 
พระพุทธบาท เวลานั้นอยู่ชายทะเลนะ น้องชายท่านฉัพพรรณฤาษีเป็นพ่อค้าสำเภา ไปค้าขายดินแดนโน้นก็ทรงทราบว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก บอกพี่ชายบอกว่า เวลานี้พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก ให้ไปนมัสกานพระพุทธเจ้า
 
ทีนี้ท่านฤๅษีองค์นั้นท่านเหาะไม่เป็น ท่านก็บอกว่าไปเรือสำเภากว่าจะไปถึงก็นาน ท่านก็จุดธูปอาราธนา ท่านโตแล้ว
เรียนลัดทั้งนั้น พระพุทธเจ้าก็ทรงเสด็จเอง 
 
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาแล้ว ก็ทรงเทศน์โปรดแก่ฉัพพรรณฤๅษี เมื่อท่านจะเสด็จกลับท่านฉัพพรรณฤาษีขอสัญลักษณ์พิเศษ เพื่อนมัสการ
 
ท่านก็ทรงอธิษฐานเหยียบรอยพระบาทไว้ และที่พระพุทธฉาย ท่านก็ทรงแสดงภาพของพระองค์และพระโมคคัลลาน์
พระสารีบุตร ติดผนัง เป็นที่นมัสการของฤๅษี และคนทั่วไป
 
ก็รวมความว่า พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาในเขตประเทศไทย แต่เวลานั้นเขาไม่เรียกประเทศไทย มันก่อนประวัติศาสตร์ 
ที่เราจะเขียน
 
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
(#พระมหาวีระ_ถาวโร ป.ธ.๔)
วัดจันทาราม(ท่าซุง) จ.อุทัยธานี
ธรรมปฏิบัติ เล่ม ๓๔ หน้า ๑๓-๑๘

Add new comment

CAPTCHA
This question is for testing whether or not you are a human visitor and to prevent automated spam submissions.